2008/Dec/15

multiply เจ๊ง กด save ไม่ได้ ในเวลาที่อยากเขียน

แอบเซ็ง เลยกลับมาเขียนที่นี่แทน 

ไม่ได้อ่านข่าวการเมืองมานานพอควร พอดีเห็นว่าเหตุการณ์เริ่มสงบ

เลยไปเปิด ๆ อ่านดู แอบเอาประโยคที่ชอบ ๆ มาแปะไว้ 

 

- บ้านเมืองจะยอดเยี่ยมแค่ไหน ถ้ามี “พันธมิตร” ตรวจสอบ และมี “ทักษิณ” เป็นรัฐบาล จาก SIU

- เซ็นเซอร์ชิปและ Surreality: นี่เมืองไทยหรือ North Korea << อันนี้จาก ประชาไท ชอบทั้งเรื่อง

- ผมคิดว่าตอนนี้พันธมิตรและผู้สนับสนุน ลืมคดี CTX ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะอะไร!? ของ mk 

 

อ่าน ๆ แล้วก็เห็นความลักลั่นย้อนแย้งของการเมืองไทย และไม่รู้ว่ามันจะออกมายังไงกันแน่

นี่เกิดเหตุการณ์มากมาย ขนาดนี้ ประเทศเราจะเปลี่ยนไปบ้างรึเปล่านะ 

 

2008/Jun/05

คุณคิดว่า  คุณมีนิสัยคล้ายตัวอะไรที่สุด  :  หมี หนู อินทรี วัว

                 คนดอย   เอากิจกรรมฝึก Dialogue  มาอวด  คือ การฝึก ย้อนเข้าไปทบทวนตนเอง  สะท้อน  (reflection) ด้วยการถามว่า คุณคิดว่าคุณมีลักษณะใกล้เคียงกับเป็นสัตว์แบบไหน  (ไม่ให้ ดูกันที่รูปร่าง ท่าทางนะครับ)

                 หมี :  ธาตุดิน    นักคิด  รอบคอบ ตรวจสอบ  มีกฏเกณฑ์    ชอบควบคุม

                 หนู  :  ธาตุน้ำ    นักประสาน  อ่อนโยน  ปรับตัวง่าย   เน้นเรื่องใจ คุยเก่ง   ชอบประสาน

                 อินทรี :  ธาตุลม   นักวางแผน  คิดนอกกรอบ  เชื่อมโยง อิสระเสรี  ชอบเรื่องแปลกใหม่  

                 วัว :   ธาตุไฟ    นักปฏิบัติ  ต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆจนงานสำเร็จลงได้  ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง  ชอบทำ


การสนทนา ครั้งนี้  มีหลายรอบ  

รอบแรก จะแบ่งออกเป็น ๔ กลุ่ม   โดยให้คนที่คิดว่าตนเองเป็นแบบสัตว์ชนิดเดียวกัน  อยู่ในกลุ่มสนทนาเดียวกัน  

รอบที่สอง คือ ให้แต่ละวงสนทนา  มี คนที่คิดว่าตนเองเป็นสัตว์ต่างๆอยู่ปนกัน   พยายามให้ครบทั้ง ๔ ชนิดในแต่ละกลุ่ม    และ ก็พูดทีละคนเช่นเดิม   ว่าทำไมคิดตนเป็นแบบสัตว์นั้นๆ

รอบสาม จะล้อมเป็นวงใหญ่   วงเดียวกันทั้งห้อง    ทำ AAR เพื่อ สะท้อนสิ่งที่ค้นพบ (Findings)  และ ความรู้สึก (Feelings) จากสนทนาทั้งสองรอบที่ผ่านมา

 

                 ผมว่าหลายท่าน  อาจจะเคยผ่านกิจกรรมนี้   เพราะ ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร   แต่ พอเอาหลักการ ฟังเชิงลึกไปใช้   คือ  ตอนที่แต่ละท่านในวงสนทนากลุ่ม  ได้พูด ได้สะท้อนทีละคน  (จับแท่ง Indian stick) ถึงว่า ทำไมเขาคิดว่าเขามีลักษณะนิสัยคล้ายสัตว์แบบนั้น    ช่วงนี้แหละสำคัญมาก     ซึ่งความสำคัญนี้ อยู่ที่  การฟังครับ ไม่ใช่การพูด     ผู้ฟังที่ฝึกตามดูจิต ตามดูความคิดเป็น  จะเห็น จะรู้เท่าทัน “เสียงภายใน” ที่ผุดขึ้นมา    ทั้งคล้อยตาม ทั้งย้อนมาดูตนเอง  เราเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า    ทั้งต่อต้าน   ทั้งคันปากอยากจะเสริม อยากจะค้าน  ฯลฯ   

                 การทำ Dialogue ในมุมมองของผม คือ การฝึกดูจิต ตามแนว มหาสติปัฏฐาน ๔  นั่นเอง    

                 ฟังอย่างมีสติ  เอาสติไปฟัง   อย่าปล่อยให้ความคิดมีอิทธิพลทำให้จิตเกิดอาการ   และ ในทางกลับกันอย่าปล่อยให้จิตที่เกิดอาการแล้วผลิตความคิดที่ไม่ มีประโยชน์ออกมา   เช่น วิตก กังวล วิพากษ์ วิจารณ์  อคติ ลำเอียง เพ่งโทษ  ยินดี  ฯลฯ  

                 การเงียบฟัง  ข่มตนเองไม่ให้สอดแทรก   แต่  จิตกำลังเกิดอาการอยู่  ไม่ว่าจะเป็นกุศล หรือ อกุศลก็ตาม    จิตที่เกิดอาการนี้กำลังไปทำให้มีความคิดแบบปรุงแต่ง อคติ เพ่งโทษ  ดูหมิ่น  ยินดี  ฯลฯ เกิดขึ้นมากมาย    แม้นภายนอก จะดูเป็น คนๆนี้เป็นนักฟังที่ดี  แต่ ภายในร้อนรุ่ม ดำมืด หรือ ปลาบปลื้ม  แบบนี้  ก็ไม่เรียกการสนทนานี้ว่าเป็น Dialogue ครับ

             ส่วนใหญ่จะทนไม่ได้ เผลอสอดแทรก  เกิด “ตัวอยาก” “ตัวไม่อยาก”  ผุดขึ้นมา แต่ รู้ไม่ทัน หรือ รู้ทัน แต่ อดไม่ได้  ข่มไม่ได้

                 คุณภาพ หรือ ประสิทธิผล ในการสนทนา จึงอยู่ที่ ฟังอย่างมีสติหรือไม่    ถ้ามีสติจริง  จิตจะว่างๆ เบาๆ สบายๆ   ไม่มีความคิดอคติ ไม่มีลำเอียง ไม่มีวิตก กังวล  ไม่มีวิพากษ์  วิจารณ์

                 การฟังอย่างเชิงลึก ในมุมมองของผม คือ มีสติ  จิตปกติ    ลมหายใจสบายๆ   กล้ามเนื้อสบายๆ  หรือ จะใช้คำว่า “ตื่นรู้” ก็ได้      คือ  รู้เท่าทันจิต รู้เท่าทันความคิด   

                 รู้เท่าทันในที่นี้ คือ รู้แล้ว “วาง”ได้  ทำจิตให้ว่างๆได้ นั่นเอง    ไม่ใช่  ตื่นรู้  แต่  ข่มไม่ลง  วางไม่ได้  และ หมดเวลาไปกับการข่ม จนลืมฟังว่าเขาพูดอะไร

                 การฝึกสนทนาแบบ Dialogue นี้ สามารถช่วยให้ เข้าใจชัดเจนมากขึ้นว่า “จิต กับ ความคิด” เขาทำงานร่วมกันอย่างไร   แล้วเราจะแยกแยะเขาออกจากกันได้อย่างไร

                 ผมใช้คำว่าแยกแยะ  ไม่ใช่  แยกขาดนะครับ    อุปมา  เชือกเกลียว   ถ้าเรามองดูไกล เราจะเห็นว่าเป็นเส้นเชือกเส้นเดียว    แต่  ถ้าดูให้ดีๆ  จะพบว่า  มีสามเส้นครับ     คือ  จิต  สติ ความคิด    

                 ใครแยกแยะ “จิต - สติ - ความคิด”  ได้  ก็ จะค้นพบ สัมมาทิฏฐิ ทันที    เมื่อสัมมาทิฏฐิเปิดออกแล้ว   สัมมาอื่นๆ ในมรรคมีองค์แปด จะไหลตามมาได้โดยง่าย

                 คำว่าแยกจิต สติ ความคิดนี้ ไม่ใช่  แยกจิต แบบ นักนั้งสมาธิ  แยกจิตออกจากร่าง จิตออกไปเที่ยวนรก สวรรค์ที่ไหนนะครับ     แต่  เป็นแยกแยะ รู้  เข้าใจ ว่า “จิต และ ความคิด”   ทำงาน และ สัมพันธ์กันอย่างไร

              หลังการทำกิจกรรม Dialogue นี้แล้ว  ผมก็ค้นพบเอาเองว่า   

                 สัตว์ทั้ง ๔ อย่างนี้  เป็นตัวแทน ของ หน้าต่างทั้ง ๔ บาน ในวงจรโนนากะ (คุย คิด คลิก คลำ)     โดย   

·        หนู  คือ  การ “คุย”  การเข้าสังคม   การพูดคุย การเปิดหู เปิดตา เปิดความคิด เปิดใจ    เก็บความต้องการ โทษตนเอง  รักพวกพ้อง  เน้นความสัมพันธ์  

·        หมี  คือ  การ “คิด”  การพิจารณาใคร่ครวญ  การตรวจสอบ  การเชื่อมโยงกับความรู้เดิม  การรอบคอบต่อข้อมูลใหม่    รอบคอบ   เน้นความถูกต้อง   เปลี่ยนแปลงช้า  

·        อินทรี  คือ การ “คลิก”   การตกผลึกความคิด   การเกิดความเชื่อส่วนตัวที่รอการพิสูจน์    เกิดเป็นวิสัยทัศน์  มองภาพรวม   มองภาพไปข้างหน้า  โครงการที่จะต้องเกิดขึ้น   ชอบเรื่องประหลาดใจ  รักอิสระ

·        วัว  คือ การ “คลำ”   การลงมือทำ   การเปิดแรงบันดาลใจ (Open will) ที่จะทำ  เพื่อยืนยัน พิสูจน์ ทำวิสัยทัศน์ให้เป็นจริง   กัดไม่ปล่อย  

ผมเชื่อว่า ถ้าเราสามารถผลักดันตัวเรา  ผลักดันผู้เรียน ให้หมุนวนไปตาม วงจรโนนากะ   เป็นสัตว์ทั้ง ๔ ชนิดได้ครับบ่อยๆ  หลายๆรอบ  เราจะได้ความรู้มากมาย  ทั้ง tacit และ explicit  

                 เมื่อทำ AAR  แต่ละคนในกลุ่มให้ แนวคิดแตกต่างกัน   เช่น

·        พวกฝ่ายบุคคล   จริงๆแล้ว  ควรจะเป็นหนู   แต่  เอาเข้าจริง  กลายเป็น หมี  หมีไม่ดีสะด้วย

·        แผนกต่างๆ   ทำตัวแบบสัตว์ต่างๆ    แบ่งแยกกัน   ไม่คุยกันดีๆ    จึงทำให้องค์กรขาดพลังในการขับเคลื่อนสิ่งดีๆต่างๆออกมา     

·        คนเราถูก สภาพแวดล้อม  สังคม  การเลี้ยงดู  สถานศึกษา  สถาบัน   เพื่อนฝูงที่คบ  ฯลฯ  ตลอดจนลักษณะทางกรรมพันธุ์  รวมไปถึง กรรมเวรและ  ดวงชะตา  ทำให้ออกมาเป็นลักษณะแบบนั้นๆ    ถูกหล่อหลวมออกมา จน ไม่เป็นตัวตนที่แท้จริง    สวมบทบาทนั้นๆโดยไม่รู้ตัว   จนยากจะถอดออก     

·        ส่วนใหญ่ ค้นพบตรงกันว่า ในองค์กร ควรมีสัตว์ทั้ง ๔  ผสมๆ กันไป   

·        บางคนเป็นสัตว์นั้นๆ   เพราะ จำใจ   โดนบริบท กระบวนการ  เหตุการณ์ต่างๆ หน้าที่  ความรับผิดชอบ  ลากไป ดึงไป   จนกลายเป็นหมี  ทั้งๆ ไม่ใช่ สัตว์แบบนั้น     เรียกว่า “ทิ้งไพ่ดี” ออกไป

·        บางคนถูกคนอื่นมองว่าเป็นสัตว์ตัวนั้น แต่ ตนเองก็ยังนึกว่าเป็นอีกตัวหนึ่ง   เช่น  ผู้บริหารหลายคนคิดว่าเองเป็น อินทรี   แต่ จริงแล้ว เพื่อนๆ ฟันธงว่าเป็นหมี      และ เขาก็ไม่รู้ตัว  จนถึงเถียงขาดใจว่า ฉันเป็น   “อินทรี”       

·        ในผู้บริหารบางท่าน   ท่านนึกว่าท่านเป็นหนู   แต่ ลูกน้องมองว่าเป็นอินทรี     อันนี้ก็เพราะ  เจอกันในบทบาทที่ต้องประชุมกัน ทำงานด้วยกัน  แต่ ลึกๆแล้ว ท่านเป็นหนู   ที่ อยากคบกับลูกน้อง  แต่ ลูกน้องกลับมองเป็นอินทรี

·        หลายคนบอกว่า  ควรแบ่งเป็น สัตว์ที่มีลักษณะดี และ ไม่ดี      หนูไม่ดี  คือ เอาตัวรอด  ไม่ขยัน   อินทรีไม่ดี คือ ไม่ติดดิน   วัวไม่ดี คือ ดื้อ   หมีไม่ดี คือ ขี้กังวล  

·        บางคนบอกว่า  ให้ยอมรับความแตกต่าง จะดีจะเลว ไม่ตัดสินกันดีกว่า    ให้แก้ไขที่ตนเองจะดีที่สุด

·        บางคนเป็นหมอดู เสนอว่า  ยังกะ ราศีเลย    พวกดิน  คือ ราศีมังกร พฤษภ  กันย์    พวกลม คือ กุมภ์  มิถุน ตุลย์     พวกน้ำ คือ มีน กรกฏ  พฤศจิก    พวก ธาตุไฟ  คือ วัว  เป็นเมษ   สิงห์  ธนู

·        หลายคน เลือกว่าเป็นสัตว์แบบไหน  ด้วยความอยากจะเป็น  ไม่ได้ดูตามความเป็นจริง  ว่าเป็นตัวอะไรกันแน่

·        หลายคน  พูดออกมา  จนดูแล้วว่าเป็นสัตว์นั้นๆ   แต่ พฤติกรรมตรงกันข้าม    เราจึงพิจารณาจากคำพูดของเขาไม่ได้เลย

·        บางคน  มีหลายๆสัตว์ผสมๆกัน   เปลี่ยนไปตามสถานการณ์   ตามเหตุผล   ตามหน้าที่   

·        ในฐานะ คุณเอื้อ คุณอำนวย   เราควรหาโอกาส หาเวที สนับสนุนให้  ในตัวของผู้เรียนทุกคน  แต่ละคน เปลี่ยนโหมดให้ครบ ไหลวนไปตามวงจรโนนากะ   

                 หลังการสนทนา   พวกเรา ก็เลย   ทำ โหวต   แบบลงคะแนนลับ   ว่า พวกเราทั้งห้อง   เราคิดว่า ใคร เป็น หนูมากที่สุด   วัวมากที่สุด   อินทรีมากที่สุด และ หมีมากที่สุด    

ผลออกมา  บางคนในกลุ่ม  เข้าใจตนเองว่าเป็นอินทรี   แต่  เพื่อนทั้งห้องโหวตว่าเป็นหนู      บางคน เถียงว่าตนเอง เป็นอินทรี   แต่ ทั้งห้อง ยืนยันว่า หมีชัดๆ

สุดท้าย    เป้าหมายของกิจกรรมนี้  อยู่ที่  หัดฟังเชิงลึกครับ   ส่วนการเป็นสัตว์แบบไหนเป็นแค่ของแถม 

2008/May/21

พอดีได้มีโอกาสไปพูด ให้คนอื่นฟัง ตอนที่ผมพูดเรื่องเกี่ยวกับ ปัญหาโลกร้อน บอกว่าอีกไม่นานกรุงเทพอาจจะถูกน้ำท่วม ก็ดูเห็นจะเป็นเรื่องขบขันกันไป

พอดีไปอ่านเจอข่าวนี้มา เลยเอามาแปะไว้ให้ดูเพื่อยืนยัน ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าเรื่องที่ผมพูด ใช่ว่าจะไม่มีมูล

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

"นับตั้งแต่พิบัติภัยสึนามิถาโถมเข้าใส่ชายฝั่งสร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินมหาศาล คนทั่วโลกเริ่มหันมามองว่าเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้ ตามติดมาด้วยพายุไซโคลนนาร์กีสถล่มประเทศพม่าและเหตุแผ่นดินไหวในประเทศจีน

หลายประเทศทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงภัยธรรมชาติที่อาจจะล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ในชั่วข้ามคืน หากไม่มีมาตรการรับมือดีพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการด้านการเตือนภัย แล้วประเทศไทย โอกาสที่จะเผชิญกับมหันตภัยทางธรรมชาตินี้มีมากน้อยแค่ไหน ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานอำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จะเป็นผู้ให้คำตอบ

ตอนนี้มวลมนุษยชาติกำลังเผชิญอยู่กับอะไร 4 ปีที่ผ่านมา หลายประเทศได้รับความสูญเสียจากภัยพิบัติทางธรรมชาติทั้งพายุและแผ่นดินไหว

ขณะนี้โลกเรากำลังเผชิญกับภัยธรรมชาติที่มีความผิดปกติจนเห็นได้ชัด ทั้งเรื่องความรุนแรง ที่มีผลกระทบต่อทรัพย์สินและผู้คนจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีให้เห็นเรื่องของการเกิดภัยพิบัติถี่ขึ้นในหลายประเทศ ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่ระบุว่า สาเหตุของการเกิดภัยธรรมชาติที่ผิดปกตินี้มีผลกระทบมาจากสภาวะโลกร้อน อย่างเช่นภัยธรรมชาติที่เห็นได้ชัดคือพายุนาร์กีสที่ประเทศพม่า ที่ก่อตัวในมหาสมุทรที่มีอุณหภูมิสูงพอ แต่สำหรับการเกิดแผ่นดินไหวนั้น ทางวิชาการถือว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติ

ประเทศไทยมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติในรูปแบบของพายุมากน้อยแค่ไหน

บอกได้เลยว่าประเทศไทยมีอัตราเสี่ยงภัยพายุแน่นอนและมีทุกปี ขึ้นอยู่กับว่าปีไหนมีน้อย ปีไหนมีมาก แต่สำหรับปีนี้มีอัตราเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคม สิงหาคม กันยายน และตุลาคม จะมีมรสุมที่ก่อตัวมาจากมหาสมุทรแปรซิฟิกเข้ามาทางอ่าวไทย และมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนบน ภาคกลางจนถึงภาคเหนือ ซึ่งผลกระทบจะเกิดกับชุมชนใหญ่ๆ เมืองใหญ่ๆ ของประเทศแน่นอน ขณะนี้เราก็ยังไม่สามารถคำนวณได้ว่า ความรุนแรงจะมากน้อยแค่ไหน จะเท่าพายุนาร์กีสหรือไม่ อาจน้อยหรือมากกว่า เพราะเราต้องรอให้พายุที่จะเกิดขึ้นนั้นก่อตัว เคลื่อนตัว ขึ้นมาก่อน เราถึงจะคำนวณได้จากทิศทาง เส้นผ่าศูนย์กลาง และแรงลม หากตรวจจับได้ว่ามีการก่อตัวของพายุกลางทะเล เราจะสามารถคาดคะเนได้ก่อน 3-5 วัน แต่หากให้คาดการณ์ได้ว่าพายุลูกต่อไปจะเกิดความรุนแรงมากเท่าไร อันตรายแค่ไหน ไม่มีหลักวิทยาศาสตร์ไหนตอบได้

ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวไหม

อย่างที่บอกการเกิดแผ่นดินไหวนั้นเป็นภัยธรรมชาติดั้งเดิม ซึ่งโลกประสบมาหลายร้อยล้านปี การเกิดแผ่นดินไหวมีสาเหตุมาจากการปลดปล่อยพลังงาน ระบายพลังงาน จากใจกลางใต้ผิวโลกมาสู่พื้นผิวโลก อันนี้ปกติ ซึ่งพลังงานใต้เปลือกโลกยังมีอีกมหาศาล สำหรับประเทศไทยนั้นโชคดี เราไม่มีพื้นที่อยู่บนหรือใกล้รอยแยกของเปลือกโลกเหมือนประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และอินโดนีเซีย

พื้นที่เสี่ยงของไทยต่อการเกิดแผ่นดินไหวอยู่ที่ไหน

ประเทศไทยของเราอยู่ใกล้กับรอยเลื่อนของเปลือกโลก มี 13 จุดทั่วประเทศที่เราเฝ้าระวัง ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันตก ไล่ลงมาทางกาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ไปถึงจนภาคใต้ ซึ่งประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากการเกิดแผ่นดินยุบตัว แผ่นดินถล่ม ก็ต่อเมื่อเกิดการปลดปล่อยพลังงานผ่านรอยเลื่อนดังกล่าวรอยหนึ่งรอยใดก็จะได้รับผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน ซึ่งเราไม่รู้อีกว่ามันจะรุนแรงแค่ไหน

ปัญหาที่จะเกิดขึ้นหากเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงในประเทศไทยคืออะไร

ที่ผ่านมาเราไม่เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างของอาคารสูงว่า สามารถทนทานต่อการสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหวได้มากน้อยแค่ไหน เพราะอาคารหลายแห่ง เอาแค่ใน กทม.มีการสร้างมานานแล้ว ตรงนี้วิศวกรหลายคนพูดเหมือนกันว่า หากเกิดแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงขนาดกลาง เพียงแค่ 7-8 ริกเตอร์ ก็จะมีตึกหลายตึกทรุดตัวลงมา เพราะทนแรงสั่นสะเทือนไม่ได้ เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพียงแต่ภาวนาว่าอย่าเกิดการปล่อยพลังงานที่บริเวณรอยเลื่อนในไทยเลย ไม่เช่นนั้นก็คงเห็นภาพตึกหลายตึกพังลงมา เพราะกฎหมายบ้านเราไม่เคยระบุข้อกำหนดเกี่ยวกับการรองรับเรื่องนี้ไว้เลย อันที่จริงแล้วเราต้องออกกฎหมายเหล่านี้มาป้องกันเหตุสุดวิสัยนี้ แต่ตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้เลยต่างก็สร้างเอาราคาถูกเข้าว่า

ประเทศไทยมีความพร้อมในการเฝ้าระวังภัยพิบัติทางธรรมชาติมากน้อยแค่ไหน

เรื่องพายุหรือลมมรสุมเนี่ยผมแน่ใจว่า กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยมีความพร้อมในเรื่องอุปกรณ์ตัววัด การเฝ้าระวัง รวมไปถึงการเตือนภัยที่ดี ดีจนแทบจะบอกได้ว่าเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคนี้เลยทีเดียว แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่าเราจะเอาข้อมูลที่กรุมอุตุฯ เตือนไปบอกชาวบ้านอย่างต่อเนื่องยังไงมากกว่า หากเขารับรู้ชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านก็คงจะปลอดภัย แต่เรื่องแผ่นดินไหวนั้นยอมรับว่าขณะนี้ก็คงพยายามติดตั้งระบบตรวจวัดคลื่นแผ่นดินไหว ซึ่งปัจจุบันเราก็มีแต่มันยังไม่สมบูรณ์เท่าไร แต่ก็อยู่ในมาตรฐานที่รับได้

นอกจากภัยพิบัติทางธรรมชาติแล้ว ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนมีอะไรอีก

จากที่มีการศึกษาและหากเป็นจริง อีกภายใน 50 ปีข้างหน้า โลกจะร้อนขึ้นอีกประมาณ 2-6 องศา ผลที่ตามมาคือระดับน้ำทะเลสูงขึ้นหลายฟุต เนื่องจากการละลายของน้ำแข็งลงสู่มหาสมุทร ก่อให้เกิดการพังทลายของแนวชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะเมื่อมีพายุรุนแรง การสูญเสียตามแนวชายฝั่งและแนวชายหาด ที่ลุ่มน้ำขัง และอุตสาหกรรมตามแนวชายฝั่ง น้ำเค็มจะแพร่เข้าสู่พื้นดิน ก่อปัญหาแก่น้ำบริโภค ระบบนิเวศตามแนวชายฝั่งทะเล และน้ำเค็มซึมสู่แหล่งน้ำจืดใต้ดิน เกิดพายุที่มีความรุนแรงมากขึ้นและบ่อยครั้ง แหล่งการเกษตรและการประมงจะเปลี่ยนแปลง เช่น ผลผลิตทางการเกษตรของประเทศแคนนาดา และสหภาพโซเวียตอาจเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลผลิตของสหรัฐอเมริกาลดลง

มีการเลื่อนตัวของแนวร่องความกดอากาศต่ำ ทำให้ปริมาณฝนในบางพื้นที่ตลอดจนตำแหน่งพายุเปลี่ยนแปลง คลื่นความร้อนและความแห้งแล้งจะทวีความรุนแรงและบ่อยขึ้น การลดลงของก๊าซโอโซนในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ มีผลต่อเนื่องถึงสุขภาพของมนุษย์ขาดโภชนาการต่อเนื่อง ทำให้เกิดโรคต่างๆ และเกิดโรคพืชและโรคสัตว์

ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรหากอุณหภูมิสูงขึ้น 2-6 องศา

หลังจากนี้ไปน้ำทะเลจะสูงขึ้นทุกวัน อีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า กทม.จะกลายเป็นเมืองใต้บาดาลอย่างถาวร เรื่องนี้ผมพูดมานานมากแล้ว ทุกวันนี้ผมท้อ เพราะหลายครั้งที่ผ่านมา ผมและนักวิชาการคนอื่นพูด ผมวิเคราะห์สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่เห็นจะมีผลอะไร แทนที่จะเอาไปตั้งคณะกรรมการศึกษา สิ่งที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ หาแนวทางป้องกัน กลับนิ่งเฉยไม่ทำอะไร ผมต่อสู้มาหลายรัฐบาล แต่ไม่ได้รับความสนใจ หลายสิ่งหลายอย่างมีคนต่อต้านค้านไม่เห็นด้วย ทุกวันนี้ผมก็เลยไม่พูด ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมของประเทศ หากเกิดสภาวะแบบนั้นจริงๆ ซึ่งมันก็ช้าไปกับการที่จะหาวิธีป้องกันอย่างที่เราคำนวณไว้

การพัฒนาศักยภาพและทิศทางในอนาคตของศูนย์เตือนภัยฯ

เราพยายามที่จะพัฒนามาตลอด ตั้งแต่มีการจัดตั้งศูนย์ แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าเลย ไม่ได้รับความสนใจจากผู้นำประเทศ ไม่ได้รับการพัฒนาในทิศทางที่ควรจะเป็น คือมีศักยภาพและมาตรฐานสากล เทียบเท่าที่เขาเจริญแล้ว เช่น สิ่งที่มองเห็นได้ชัดว่าเราด้อยกว่าเขาคือ เราไม่มีสถานภาพที่ชัดเจน องค์กรไม่มีการระบุชัดเจนว่าทำอะไร อยู่ในระดับไหน มีเจ้าหน้าที่เท่าไร อะไรต่างๆ ไม่มีความแน่ชัด จึงไม่มีผลงานที่จะออกไปต่อสาธารณชน ที่อยู่ได้มาถึงทุกวันนี้เป็นการประคับประคองเท่านั้น หากต้องการที่จะพัฒนาป้องกันอย่างจริงจัง ต้องทำในวันนี้ก่อนที่มันจะสายไป

คนไทยควรปฏิบัติตัวอย่างไรในสถานการณ์แบบนี้

ก็คงต้องทำตัวปกติ อย่าวิตกกังวลมากไป ติดตามข่าวสารที่มีการเตือนออกมา ศึกษาวิธีการป้องกันไว้บ้าง อย่างเช่นหากเกิดแผ่นดินไหวควรจะทำตัวอย่างไร ซึ่งข้อมูลลักษณะนี้ก็มีการประชาสัมพันธ์อยู่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั่นคือตอนนี้เรารับรู้แล้วว่า สาเหตุที่ในระยะนี้ทั่วโลกเกิดภัยพิบัติบ่อยครั้ง เนื่องจากโลกได้รับผลกระทบจากปฏิกิริยาความร้อนของเรือนกระจก ทำให้อุณหภูมิโลกร้อนขึ้น หากอุณหภูมิในทะเลสูงขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียส ก็จะทำให้เกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงบ่อยครั้งขึ้น ดังนั้น จึงเป็นบทเรียนที่มนุษย์จะต้องหยุดทำลายสิ่งแวดล้อม ด้วยการปล่อยสารพิษสู่ชั้นบรรยากาศ"

เรื่อง : ทีมข่าวรายงานพิเศษ (ข้อความทั้งหมดนี้คัดลอกจากที่นี่)

ภาพ : ณัฐพงศ์ จีรังสวัสดิ์



---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สำหรับผม ปัญหาโลกร้อนคงเป็นเรื่องยากสำหรับเผ่าพันธุ์เราแล้วหละที่จะหยุดมัน คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของธรรมชาติ

แล้วก็ทิ้งคำถามไว้ตรงนี้ว่า

ตัวคุณเองเตรียมพร้อมรึยังที่จะรับผลที่จะเกิดขึ้น
ถ้าน้ำท่วมโลก กรุงเทพเป็นเมืองบาดาล คุณเองจะเป็นอะไร จะทำยังไงให้ตัวเองอยู่รอด
ที่คุณเป็นอยู่ตอนนี้ สามารถทำให้คุณสานต่อหรือสร้างสรรค์อารยธรรมขึ้นมาใหม่ได้หรือไม่

อย่างอาชีพโปรแกรมเมอร์อย่างผม ถ้าน้ำท่วมโลกก็คงลำบาก ตอนนั้นผมบอกคนอื่นไปว่า ผมก็จะบวช เป็นผู้นำทางจิตใจของอารยธรรมใหม่ ก็กำหนดบทบาทของตัวเองไว้ว่าอย่างนั้น อาจจะฟังดูฟุ้ง ๆ แต่ตอนนี้ก็อ่านหนังสือธรรมะ กับพวก survival guide หลาย ๆ อย่างเหมือนกัน ... อะไรก็เกิดขึ้นได้ จะเตรียมพร้อมก็คงไม่เสียหาย ดีกว่า ได้แต่รอ แล้วไปสติแตก ตอนอะไรไม่เป็นไปตามที่คิด

edit @ 21 May 2008 16:05:44 by thegu